ดูหนังออนไลน์ : รีวิว Pokemon: Mewtwo Strikes Back – Evolution

ดูหนังออนไลน์ : รีวิว Pokemon: Mewtwo Strikes Back – Evolution โปเกมอนเทรนเนอร์ที่เราคุ้นเคยอย่าง ซาโตชิ และผองเพื่อน ได้รับคำเชิญจากเทรนเนอร์ปริศนาที่บอกว่าตนเองเก่งที่สุดในโลก ทว่าการไปพบเจ้าภาพงานกลับทำให้เทรนเนอร์ดาวรุ่งทั้งหลายต้องตกอยู่ในอันตรายเพราะผู้เชิญคือ มิวทู โปเกมอนจากการวิจัยที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกผู้ต้องการล้างแค้นมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้

โปเกมอน เริ่มต้นสร้างชื่อเสียงจากการเป็นแอนิเมะซีรีส์ทางโทรทัศน์ และได้รับการต่อยอดไปอีกหลายต่อหลายสื่อ ความโด่งดังของตัวแอนิเมะเองก็ทำให้มันมีฉบับเดอะมูฟวี่หรือฉบับฉายในโรงหนังของตัวเองครั้งแรกในปี 1998 ในชื่อ Pokémon: The First Movie: Mewtwo Strikes Back ซึ่งก็ทำให้แฟน ๆ เสียงแตกพอสมควรเพราะหนังทำออกมาเอาใจเด็กน้อยค่อนข้างมาก เนื้อหาจึงมีความง่ายรวบรัดตัดตอนเข้าใจง่ายสรุปง่ายอยู่ในทีและแน่นอนฉากต่อสู้ก็ไม่สะใจเอาเสียเลย และเมื่อมีการประกาศในปี 2018 ว่าจะมีการรีเมกหนังแอนิเมะ 2 มิติเรื่องนี้ใหม่ โดยทำเป็นแอนิเมชัน 3 มิติเต็มรูปแบบเหมือนฉลองครบรอบ 20 ปีฉบับหนังโรง ก็ถือว่าน่าสนใจว่าจะมีการปรับปรุงตัวเรื่องให้สนุกขึ้นหรือไม่ และหนังเรื่องนั้นก็ออกมาฉายโรงในปี 2019 ที่ผ่านมา โดยเน็ตฟลิกซ์คว้าสิทธิ์มาฉายสตรีมมิงให้เราได้รับชมกันในชื่อ Pokémon: Mewtwo Strikes Back – Evolution นี้เอง

ต่อคำถามว่ามีการปรับเนื้อเรื่องไหมก็คงต้องบอกว่าน่าจะปรับไม่ได้มากอะไร จะเรียกว่ารีเมกช็อตต่อช็อตแบบอัปเกรดซีจีก็ว่าได้ แต่การที่มันได้รีเมกฉบับเล่าเรื่องสมบูรณ์ที่มีฉากนำเรื่องและอะไรเข้ามาก็ทำให้เนื้อเรื่องในตัว มิวทู โปเกมอนเทพที่ไม่ไว้ใจมนุษย์ดูมีเนื้อมีหนังขึ้น อย่างน้อยแรงจูงใจที่ทำให้เกลียดชังมนุษย์ก็ดูสมเหตุสมผลพอสมควร เพราะมันไม่รู้ว่าตนเองกำเนิดมาเพื่ออะไร แถมยังโดนองค์กรวายร้ายหลอกใช้เป็นแรงงานอยู่นานด้วยโดยไม่รู้จักว่ามนุษย์ที่เป็นเพื่อนกับโปเกมอนก็มีอยู่มากมายเช่นกัน มันจึงบังคับจิตใจมนุษย์มาเป็นทาสและต้องการท้าทายมนุษย์ด้วยการประลองผ่านโปเกมอนโคลนนิ่งแบบแฟร์ ๆ ว่ามันเป็นฝ่ายที่ถูกต้อง ตรงนี้ก็ชื่นชมที่สร้างมิติให้ตัวละคร มิวทู ได้น่าสนใจดี

แต่เมื่อมองต่อไปว่ามันดูเป็นหนังเด็กโตขึ้นไหม ก็รู้สึกว่ามันยังรักษาหัวใจความเป็นหนังเด็กน้อยอยู่ดี เพราะถึงจะมีฉากระเบิดตูมตาม หรือฉากการปางตายที่พอได้ซีจีสมจริงมานำเสนอแล้วดูรุนแรงขึ้นมาก ๆ แต่รวม ๆ แล้วการต่อสู้ความรุนแรงต่าง ๆ ก็อยู่ในระดับที่เหมาะกับเด็กน้อยอยู่ดีนั่นล่ะเพราะไม่ได้มีฉากจะแจ้งขนาดผวา แต่เอาจริง ๆ การเป็นหนังเด็กมันก็ไม่ใช่ความผิดบาปอะไร และไม่ได้แย่เลยนะ หนังดูสนุกแบบเพลินตาเพลินใจมาก ฉากสวย ๆ ก็เยอะขึ้นจม ต้องบอกว่าหนังแอนิเมชันซีจีสไตล์ญี่ปุ่นในยุคหลังมานี้พัฒนาจนเริ่มสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้แล้ว เราอาจเคยติดภาพงานแบบพิกซาร์มาก่อน แต่มายุคหลังทั้งงานของ ยามาซากิ ทาเคชิ ที่ทำ Stand by Me Doraemon และ Dragon Quest: Your Story หรือล่าสุดกับ Lupin III – The First ก็เห็นทิศทางชัดในแง่ความละมุนและคงจุดเด่นในแบบฉบับแอนิเมะของญี่ปุ่นไว้ได้ ทำให้งานนี้ทีมโปเกมอนที่ได้ผู้กำกับเดิมจากฉบับแรกอย่าง ยายุมะ คุนิฮิโกะ มาร่วมงานกับ ซากากิบาระ โมโตะโนริ ที่เคยกำกับแอนิเมชันซีจีระดับประวัติศาสตร์อย่าง Final Fantasy: The Spirits Within (2001) ก็มีแนวทางในการดัดแปลงจากภาพแอนิเมะเดิมมาเป็นซีจีได้สวยงามลงตัวมาก ๆ

ส่วนที่ติงก็คงเป็นฉากการต่อสู้ที่ไม่เข้มข้นจริง ๆ อย่างว่าล่ะ แต่ว่าก็เพียงในช่วงแรกซึ่งเห็นชัดว่าถ้าไม่ใช่การต่อสู้ของ พิกาจู แล้วตัวอื่นก็ไม่ได้เน้นอะไรมากนักเลย แต่พอเข้าช่วงหลังในฉากสงครามใหญ่ ถึงมันจะไม่ได้เข้มข้นขึ้นสุด ๆ แต่ก็รู้สึกมันแกรนด์ขึ้น แถมยังใช้การเล่นกับอารมณ์ผู้ชมมาส่งให้ฉากดูทรงพลังขึ้นด้วย ใครดูพิกาจูยืนรับหมัดของโคลนนิ่งพิกาจู หรือฉากพิกาจูพยายามช่วยชีวิตซาโตชิแล้วไม่เสียน้ำตานี่ก็ให้รู้ไป จริง ๆ ฉากที่ซาโตชิพยายามช่วยพิกาจูจากการถูกจับกุมเองก็ตื่นเต้นเร้าใจและมีความซึ้งถึงความทุ่มเทมากเหมือนกัน มองรวมทั้งเรื่องอาจไม่ได้รู้สึกแน่นรู้สึกดีเป็นก้อนเดียว แต่ก็ยอมรับว่ามันมีฉากดี ๆ ที่น่าจดจำเยอะพอควรทีเดียว

ข้อเสียที่สุดก็คงเป็นความบังเอิญและความง่ายในการคลี่คลายปัญหาในท้ายสุดของเรื่องนั่นเอง เพราะมันก็ใช้ตรรกะแบบหนังเด็กมาก ๆ ที่ไม่ได้เรียกร้องคำอธิบายใหญ่โต แค่รวมพลังบอลเกงกิแล้วตัวร้ายอยู่ ๆ ก็เข้าใจเห็นใจมนุษย์ขึ้นมาได้เอาเฉย ๆ ก็จบไป (แต่ก็ซึ้งนะ)

สรุป ก็เป็นหนังหัวใจเดิมแบบฉบับปี 1998 ที่เหมาะกับครอบครัวที่มีเด็กเล็กดูได้สนุก เพิ่มเติมด้วยกราฟิกซีจีที่สมจริงจนอยากวิ่งเข้าไปกอดพวกโปเกมอน โดยเฉพาะพิกาจูนี่หมั่นเขี้ยวอยากฟัดอยากกอดมาก โอ่ยมีความน้อนมาก ๆ และถึงในเน็ตฟลิกซ์จะระบุเสียงอังกฤษเป็นเสียงดั้งเดิม แต่ก็แนะนำว่าอยากได้อารมณ์ก็ต้องเลือกเสียงญี่ปุ่นล่ะเพราะเสียงอังกฤษพากย์กันได้แบนมาก ๆ และสำหรับเสียงไทยของหนังเรื่องนี้ก็เป็นอีกตัวเลือกที่อยากแนะนำให้ลองกันเพราะตั้งใจพากย์มาก แถมมีเพลงฉบับภาษาไทยในตัวหนังและฉากเครดิตจบด้วย ประทับใจมากกก